วิธีลดน้ำหนัก ด้วยการลดขนาดกระเพาะอาหาร

วิธีลดความอ้วน เป็นเรื่องที่ผู้หญิงพยายามสรรหาวิธีที่หลากหลาย สารพัดสารพันวิธี ทำยังไงก็ได้ให้น้ำหนักของเราลดลง มีรูปร่างที่สวยงาม ดูดี ไม่อ้วนตัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายลดน้ำหนัก การกินยาลดความอ้วน การทานอาหารเสริม การผ่าตัดดูดไขมัน หรือว่าจะปรับเปลี่ยนวิธีการกิน Lady108 เข้าใจว่านี่คือปัญหาใหญ่ของผู้หญิงเรา ก็เลยอยากจะเอาวิธีการลดน้ำหนักในอีกหนึ่งรูปแบบมานำเสนอ และมันก็คือ การลดน้ำหนักด้วยการลดขนาดกระเพาะอาหารนั่นเอง

การลดขนาดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก หลักๆ แล้วมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร และการลดการกินอาหารให้น้อยลง จนกระเพาะของเราเล็กลง ทำให้รู้สึกอิ่มง่ายขึ้น โดยเราจะมาลองดูวิธีการทำทั้ง 2 แบบกันเลยค่ะ

การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Roux en Y Gastric Bypass)

วิธีนี้ใช้หลักการ 2 อย่างคือ ลดขนาดกระเพาะทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และช่วยให้การดูดซึมน้อยลง โดยการตัดกระเพาะอาหาร ที่บริเวณส่วนต้น ทั้งนี้เพื่อให้เหลือกระเพาะเป็นกระเปาะเล็กๆ ราวๆ 15 ซม.เท่านั้น และหลังจากนั้นยังตัดลำไส้ ให้มีความสั้นลงอีก 150 ซม. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดเอาลำไส้ออกไปนะคะ แต่การทำแบบนี้เพื่อหลีกเลี่ยง ไม่ให้น้ำย่อยไปเจอกับอาหารโดยตรง แต่ให้ไปเจอกันที่ระดับต่ำลงไปอีก 150 ซม. หลังจากที่ทำแบบนี้แล้ว ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดจะรู้สึกอิ่มง่ายขึ้น รวมไปถึงร่างกายดูดซึมอาหารได้น้อยลง และระหว่างนั้นเอง ร่างกายก็จะไปดึงเอาพลังงานที่สะสมอยู่ในร่างกายออกมาใช้ ทำให้น้ำหนักลดลง ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการผ่าตัดที่ไม่ได้ตัดเอาชิ้นส่วนใดๆ ออกมาจากร่างกาย

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยากลดน้ำหนัก จะสามารถเข้ารับการผ่าตัดแบบนี้ได้ทุกคน คนที่ทำได้จะต้องอยู่ในขอบข่ายต่อไปนี้

  1. เป็นผู้ที่ป่วยที่คุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคอ้วน และมีอายุประมาณ 16-60 ปี เนื่องจากว่าถ้าหากผู้ป่วยมีอายุต่ำกว่า 16 ปี ร่างกายยังมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ จึงไม่ควรรับการรักษาด้วยวิธีนี้ และสำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่60 ปีขึ้นไปก็มีความ เสี่ยงสูงอีกเช่นกัน จึงไม่เหมาะสม ที่จะรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดแบบนี้อีกเช่นเดียวกัน
  2. เป็นคนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 หรือผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 แต่มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน เป็นต้น
    1. วิธีการคำนวณดัชนีมวลกาย Body mass index (BMI) 
      1. ต้อง รู้ตัวเลข 2 อย่าง คือ “น้ำหนักของตัวเอง” (หน่วยเป็นกิโลกรัม) และ “ส่วนสูงของตัวเอง”(หน่วยเป็นเมตร) ยกตัวอย่างเช่น เราน้ำหนัก 60 กิโลกรัม มีส่วนสูง 160 เซนติเมตร หรือเท่ากับ 1.6 เมตร ก็จำเลข 60 กิโลกรัม กับส่วนสูง 1.6 เมตรเอาไว้ สำหรับการคำควณได้เลย
      2. BMI = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง
        ตัวอย่างการคำนวณ ถ้าเราหนัก 60 กิโลกรัม สูง 1.6 เมตร ก็จะคำนวณได้เป็น 60 หารด้วย (1.6×1.6) = 23.43
      3. (หาก ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 = ผอม, 18.5-24.9 = น้ำหนักปกติ, 25.0-29.9 = น้ำหนักเกิน, 30.0-39.9 = อ้วน ถ้ามากกว่า 40 = อ้วนผิดปกติ)
    2. เป็นคนที่มีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อให้เข้ากับสรีระหลัง จากการผ่าตัด รวมถึงต้องศึกษา และทำความเข้าใจก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังการผ่าตัด สำหรับคนที่อยากผอมหุ่นดี แต่น้ำหนักยังไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว คุณหมอก็บอกว่า ไม่ขอแนะนำให้ทำการรักษาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากการผ่าตัดค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากอาจเกิดอาการแทรกซ้อนๆ ต่างๆ ขึ้นมาในช่วงระหว่างผ่าตัดได้เช่นกัน อีกทั้งยังอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่า เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และยังต้องมีการปรับตัวหลังเข้ารับการผ่าตัดอย่างเคร่งครัดอีกด้วย
  3. สำหรับคนที่ไม่อยากจะเสี่ยงด้วยการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ Lady108 อยากจะแนะนำ ก็คือการควบคุมปริมาณการกินของตัวเอง กินน้องลงทำให้กระเพาะอาหารของเราคุ้นชินกับอาหารน้อยๆ แล้วน้ำหนักของเราก็จะลดไปเอง
  4. วิธีการลดการกินให้น้อยลง จนกระเพาะอาหารเล็กลง

    ถือว่าเป็นการลดน้ำหนักได้แบบระยะยาว และเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เราต้องจดจำไว้เสมอก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตของตัวเอง รู้จักควบคุมอาหาร และมีวินัยอยู่เสมอ การฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารที่ว่านี้ อาศัยหลักการที่ว่า กระเพาะอาหารของคนอ้วนนั้น มีความจุมากกว่าคนผอม และถ้าคนเราพยายามควบคุมอาหาร เพื่อลดความอ้วนได้อย่างต่อเนื่องซักระยะหนึ่ง ปริมาณความจุของกระเพาะอาหาร ก็มักจะลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ก็เลยเป็นที่มาของวิธีควบคุมกระเพาะอาหารที่ว่านี้ และยังเป็นการลดน้ำหนัก พิชิตความอ้วนระยะยาวที่ได้ผลดีมากๆ อีกด้วย

    สิ่งที่ต้องทำ ในการลดปริมาณการกิน เพื่อให้กระเพาะอาหารเล็กลง

    1. กินอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง

    วิธีนี้เหมือนเป็นการฝึกให้กระเพาะอาหารรู้สึกคุ้นชินกับปริมาณอาหารที่น้อยลง ทำแบบนี้บ่อยๆ เข้า กระเพาะของเราก็จะลดปริมาณการสร้างน้ำย่อย และยังทำให้ทางเดินอาหาร มีเวลาส่งสัญญาณความรู้สึกอิ่มไปที่สมอง จึงทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง ฝึกเช่นนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ราว ๆ 2 สัปดาห์ ร่างกายของเราก็จะเริ่มชินกับการทานอาหารน้อยๆ แต่ยังรู้สึกอิ่ม ซึ่งจะสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้มากถึง 3 กก.

    1. งดเว้นอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด

    สิ่งที่เราทุกคนต้องจำใส่ใจไว้ก็คือ ปริมาณแคลอรี่ที่เราทานแต่ละวัน สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ถ้าเป็นผู้หญิงก็ควรอยู่ที่ 1600 แคลอรี่ (kcal) ส่วนผู้ชายนั้นควรอยู่ที่ 2000 แคลอรี่ (kcal) ในกรณีที่เราลดปริมาณอาหารลงแล้ว แต่กลับเลือกทานแต่อาหารที่ให้พลังงาน หรือว่ามีแคลอรี่สูงมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็ทำให้น้ำหนักขึ้นได้เหมือนกัน โดยมีการคำนวณออกมาแล้วว่า ถ้ามีพลังงานส่วนเกินสะสมถึง 7,000 กิโลแคลอรี่ ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นกินน้อยไม่ได้แปลว่าจะผอม ถ้ายังเลือกกินแต่ของมันๆ ของทอด หลังงานสูง

    ยิ่งไปกว่านั้น ถึงเราจะเลือกกินอาหารที่แคลอรี่ต่ำ อย่างผัก ผลไม้ น้ำเปล่า ก็ไม่ได้หมายความว่าให้กินเยอะแค่ไหนก็ได้ อย่าลืมว่าการกินอัดจนอิ่ม ก็จะเป็นการทำให้กระเพาะขยายตัว สุดท้ายแล้วกระเพาะก็ขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นว่ากระเพาะต้องการอาหารเพิ่มขึ้นด้วย อิ่มช้าลง แบบนี้ก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน

    1. ใช้เวลาในการเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น

    การเคี้ยวช้าๆ มันเกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักได้อย่างไรประโยชน์จากการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง นั้นคือช่วยให้ระบบย่อยทำงานน้อยลง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก อีกทั้งช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ ช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่มากเกินความจำเป็นดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ การเคี้ยวอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด นอกจากจะช่วยลดการทำงานของกระเพาะอาหารแล้ว การเคี้ยวอาหารช้าๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้ในปริมาณน้อยลง และทางเดินอาหารมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกอิ่ม และไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารต่อได้เช่นกัน เป็นต้นว่า ขณะที่เรากำลังรับประทานอาหารอยู่ เกิดมีแขกมาหา มีโทรศัพท์เข้ามาแล้วต้องใช้เวลาคุยกันซักระยะ เราก็มักมีความรู้สึกลืมหิว หรือว่าไม่ต้องการทานอาหารต่อแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะกระเพาะอาหาร ได้สั่งการไปยังสมองทำให้เรารู้สึกอิ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

    ถึงการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมปริมาณการกิน ทำให้กระเพาะเล็กลงด้วยวิธีธรรมชาตินี้ อาจไม่ได้ผลเร็วเหมือนอย่างวิธีการผ่าตัด แต่ว่าก็เป็นวิธีที่ปลอดภัย และทำได้ง่ายกว่ามาก ไม่ว่าจะลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน ขอเพียงเรามีความมุ่งมั่น และตั้งใจที่จะลดความอ้วนแบบจริงจัง ก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ทั้งนั้น ขอแนะนำให้ลองลดปริมาณอาหารดูก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทานเลย เพราะคนที่ทานน้อยเกินไป อาจทำให้เป็นโรคกระเพาะ และท้องผูกได้อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเลือกทานอาหารที่มีพลังงานต่ำ มีกากใยสูง ในปริมาณที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับคนต้องการลดความอ้วน

7+

Users who have LIKED this post:

Leave A Reply

Your email address will not be published.